“อนุทิน” เผยไทยมีระบบคัดกรองผู้ป่วยโควิด 19 ดีมาก

 

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เผยไทยมีระบบคัดกรองผู้ป่วยโควิด 19 ในระดับดีมาก ขอให้ประชาชนมั่นใจและช่วยกันเฝ้าระวังผู้ที่ลักลอบเข้าเมือง หากพบให้แจ้งเจ้าหน้าที่ทันที

วันนี้ (27 สิงหาคม 2563) ที่กระทรวงสาธารณสุข นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงสถานการณ์การระบาดของโควิด 19 ในประเทศไทย ว่า ขณะนี้ระบบตรวจคัดกรองของประเทศไทยอยู่ในระดับที่ดีมาก มีการตรวจเชื้อต้นทางก่อนขึ้นเครื่อง ตรวจเชื้อปลายทางเมื่อมาถึงประเทศไทย และมีระบบกักกันโรค 14 วันใน State Quarantine มีการตรวจเชื้อซ้ำ และเพิ่มการตรวจหาภูมิคุ้มกันสำหรับผู้ที่เดินทางเข้ามาในไทย ด้วยวิธีการที่รวดเร็วและแม่นยำ

นายอนุทินกล่าวต่อว่า ขณะนี้ผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่พบเป็นผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ ทุกคนเข้าสู่ State Quarantine เพื่อเฝ้าระวัง หากพบผู้มีการเชื้อก็ทำการรักษาทันที กรณีที่พบซากเชื้อแม้นทางการแพทย์จะระบุว่าแพร่เชื้อต่อไม่ได้ แต่ทางกระทรวงจะส่งทีมสอบสวนโรคติดตามผู้ใกล้ชิด นำเข้าสู่กระบวนการควบคุมโรคที่มีประสิทธิภาพ ที่น่ากังวลคือการลักลอบเข้าประเทศไทยของแรงงานต่างด้าวที่ไม่ผ่านการคัดกรองควบคุมโรค ต้องขอความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ระมัดระวังเรื่องดังกล่าว และขอให้ประชาชนอย่าสนับสนุนหรืออำนวยความสะดวกให้กลุ่มลักลอบเข้าเมือง หากพบให้แจ้งเจ้าหน้าที่ทันทีเพื่อเข้าควบคุมเฝ้าระวังโรค

“กระทรวงสาธารณสุข ร่วมมือกับทุกหน่วยงานในการรับมือหากพบผู้ติดเชื้อระลอกใหม่ ทั้งเรื่องบุคลากร ยา อุปกรณ์ป้องกัน การรักษา มีความรู้และประสบการณ์ เมื่อประชาชนช่วยกันอย่างเต็มที่ ใส่หน้ากาก เว้นระยะห่าง ล้างมือบ่อย ๆ โอกาสจะเกิดการติดเชื้อและซูเปอร์สเปรดเดอร์จะน้อยมาก มีความเสี่ยงต่ำ ขอให้ประชาชนอยู่กับสถานการณ์โรคด้วยความเข้าใจ” นายอนุทินกล่าว

สิงหาคม 27, 2020 / ปิดความเห็น บน “อนุทิน” เผยไทยมีระบบคัดกรองผู้ป่วยโควิด 19 ดีมากby /
ดร.สาธิต ให้พยาบาลใช้เทคโนโลยีสร้างนวัตกรรมดูแลผู้ป่วยแบบวิถีชีวิตใหม่

 

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข มอบนโยบายพยาบาลยุค Disruption และการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมดิจิทัล 5.0 ใช้เทคโนโลยีสร้างนวัตกรรมดูแลผู้ป่วยแบบวิถีชีวิตใหม่

ดร.สาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดการประชุมวิชาการนวัตกรรมและการเปลี่ยนแปลงเพื่อคุณภาพการพยาบาลในยุค Disruption และการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมดิจิทัล 5.0 ที่โรงแรมปริ๊นซพาเลซ กรุงเทพมหานคร จัดโดยคณะกรรมการชมรมผู้บริหารการพยาบาลโรงพยาบาลชุมชน ร่วมกับกองการพยาบาล สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเพิ่มคุณภาพการพยาบาล และสร้างนวัตกรรม ต่อยอดงานวิจัยเพื่อพัฒนางานการพยาบาล โดยมีพยาบาลที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลชุมชน และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลร่วมประชุม 285 คน

ดร.สาธิตกล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุข มีนโยบายให้โรงพยาบาลในสังกัดนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการบริหารจัดการ จัดบริการที่มีคุณภาพ ปลอดภัย ทันสมัย ให้ประชาชนมีความสะดวก รวดเร็ว เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เป็น Smart Hospital และในสถานการณ์โรคโควิด 19 ซึ่งโรงพยาบาลทุกระดับได้ปรับระบบบริการเป็นการแพทย์วิถีชีวิตใหม่ หรือ new normal medical service นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ เพื่อให้ทั้งผู้รับบริการและผู้ให้บริการปลอดภัยจากการติดเชื้อ และควบคุมการแพร่กระจายเชื้อ  โดยเฉพาะพยาบาลที่เป็นด่านหน้าในการดูแลผู้ป่วย จะต้องปรับกระบวนการทำงานเพื่อลดการสัมผัส ลดความแออัด ลดความเสี่ยงโรคโควิด 19 รวมทั้งรองรับสังคมผู้สูงอายุของประเทศไทย ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการสุขภาพได้อย่างสะดวก ทำให้พยาบาลต้องทันต่อการเปลี่ยนแปลงเพื่อเพิ่มคุณภาพการพยาบาลในยุค Disruption และการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมดิจิทัล 5.0

“งานการพยาบาลเป็นงานที่ต้องเสียสละ ดูแลใกล้ชิดกับผู้ป่วยและญาติ ซึ่งต้องอาศัยความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ในการเฝ้าระวัง สังเกตการเปลี่ยนแปลงอาการของผู้ป่วย เพื่อวางแผนประสานงานให้ความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที เพื่อให้ผู้ป่วยปลอดภัย ทุเลาอาการเจ็บป่วย ขอให้นำเทคโนโลยีมาใช้ออกแบบระบบงาน สร้างนวัตกรรมทางการพยาบาลให้เหมาะสมกับยุคดิจิทัล ให้เกิดความคล่องตัว แบ่งเบาภาระงานที่มีมากเกินกว่าอัตรากำลังพยาบาลที่มีอย่างจำกัด” ดร.สาธิตกล่าว

สิงหาคม 27, 2020 / ปิดความเห็น บน ดร.สาธิต ให้พยาบาลใช้เทคโนโลยีสร้างนวัตกรรมดูแลผู้ป่วยแบบวิถีชีวิตใหม่by /
รัฐบาล ยืนยันคนไทยเดินหน้าแผนงานสร้างการเข้าถึงวัคซีนโควิด 19 สำหรับคนไทย

 

ครม.อนุมัติงบประมาณ 1,000 ล้านบาท เพื่อการค้นคว้า วิจัย พัฒนาวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ให้คนไทยเข้าถึงวัคซีนโควิด 19 ได้เร็วที่สุด

วันนี้ (26 สิงหาคม 2563) ที่กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ภายหลังการหารือกับ ศ.นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม ผู้อำนวยการบริหารโครงการพัฒนาวัคซีนโควิด 19 ศูนย์วิจัยวัคซีน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถึงกระบวนการพัฒนาวัคซีนโควิด 19 ของประเทศไทยในช่วงเวลาที่ผ่านมา ว่า นับเป็นความท้าทาย และสิ่งสนับสนุนเพื่อให้การพัฒนาวัคซีนโควิด 19 ประสบผลสำเร็จและคนไทยเข้าถึงวัคซีน ซึ่งรัฐบาลได้จัดสรรงบเพื่อการค้นคว้าวิจัยวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ตามที่กระทรวงสาธารณสุข ได้เสนอของบกลางเพื่อพัฒนาวัคซีนต้นแบบในประเทศและเตรียมความพร้อมรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต ให้สถาบันวัคซีนแห่งชาติ 1,000 ล้านบาท ส่วนหนึ่งเพื่อการเตรียมความพร้อมในการรับถ่ายทอดเทคโนโลยี อีกส่วนหนึ่งจะสนับสนุนแก่คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่มีความคืบหน้ามาระดับหนึ่งแล้ว

“รัฐบาลให้คำยืนยันว่าจะดำเนินการทุกวิถีทางที่จะทำให้คนไทยเข้าถึงวัคซีนโควิด 19 ได้เร็วที่สุดและในจำนวนที่เหมาะสม กระทรวงสาธารณสุข ไม่ได้จัดสรรให้เฉพาะงบประมาณ แต่ได้มอบหมายให้ อย. และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ทุ่มเท สนับสนุน ร่วมมือ เรื่องนี้เต็มที่ ถ้าพิสูจน์ชัดเจนว่าวัคซีนปลอดภัย ต้องผ่านเพื่อนำไปสู่การทดลองต่อโดยเร็วที่สุด” นายอนุทินกล่าว

ด้านศ.นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม ผู้อำนวยการบริหารโครงการพัฒนาวัคซีนโควิด 19 ศูนย์วิจัยวัคซีน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า งบประมาณที่ได้รับการสนับสนุนจะนำมาดำเนินงานโครงการพัฒนาวัคซีน mRNA รวมถึงการผลิตวัคซีน 10,000 โด๊ส สำหรับทดสอบในอาสาสมัครระยะที่ 1 – 2 ในกรอบวงเงินจำนวน 400 ล้านบาทนั้น จะเป็นประโยชน์อย่างมากที่จะให้การทำงานขับเคลื่อนไปข้างหน้า ในขณะที่ภาพใหญ่ของโลกมีวัคซีน 7 ชนิดที่เข้าสู่การทดลองระยะที่ 3 คือประเทศจีน อเมริกา อังกฤษ เชื่อว่าอย่างน้อยต้นปีหน้าจะมีวัคซีน 1 ชนิดที่เข้าเส้นชัย  จะทำให้ทราบว่าภูมิคุ้มกันของวัคซีนจะต้องสูงระดับใด เพื่อนำมาเป็นข้อมูลสำหรับพัฒนาวัคซีนไทย เมื่อทราบระดับภูมิคุ้มกันที่จะทดลองในอาสาสมัครไทยแล้ว คาดว่าจะผลิตในโรงงานของไทยได้ภายในไตรมาส 3 หรือ 4 ปีหน้า คือไบโอเนทเอเชียที่รับถ่ายทอดเทคโนโลยีจากต่างประเทศ

เมื่อเราได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากต่างประเทศซึ่งใช้เวลาประมาณ 9 เดือน ไทยก็จะสามารถผลิตวัคซีนได้เอง ขณะนี้ อยู่ระหว่างการส่งข้อมูลให้อย. ตรวจสอบความปลอดภัย การเสนอคณะกรรมการจริยธรรม คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย การเตรียมโรงงานสำหรับผลิตวัคซีน 10,000 โด๊ส เตรียมทีมแพทย์ พยาบาล เภสัชกกรม ห้องปฏิบัติการ เมื่อกระบวนการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย จึงจะประกาศรับอาสาสมัครทดลองวัคซีน คาดว่าจะประมาณเดือนธันวาคม 2563 โดยจะเร่งในระยะที่ 1 -2 ก่อนคือดูขนาดที่เหมาะสมในคนที่อายุไม่มาก 18 – 55 ปี จำนวน 48 คน เมื่อปลอดภัย จะทดลองในคนอายุ 65 – 75 ปี อีก 48 คน และขนาดที่เหมาะสมสำหรับคนไทย และจะทดลองในระยะที่ 2 อีก 300 คน ถ้าในต้นปีหน้ามีวัคซีนต่างประเทศที่สำเร็จ ไทยอาจไม่ต้องทดลองในระยะที่ 3 เพราะรู้ว่าภูมิจะต้องสูงเท่าไหร่ หากระยะที่ 2 มีภูมิคุ้มกันเท่ากับวัคซีนที่ต่างประเทศผลิตสำเร็จ อย.อาจรับรอง ให้ผลิตได้ 30 ล้านโด๊ส หรือเท่ากับจำนวนที่โรงงานเราสามารถผลิตได้

“ประเทศไทยทำถูกแล้ว ที่ได้เตรียมตัวทั้งการเตรียมการจัดหาวัคซีนจากต่างประเทศ การต่อรองเพื่อรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีของวัคซีนเพื่อให้สามารถผลิตในประเทศไทย รวมทั้งการให้ทุนสนับสนุนและส่งเสริมการคิดค้นและพัฒนาวัคซีนภายในประเทศ” ศ.นพ.เกียรติกล่าว  

 

 

สิงหาคม 27, 2020 / ปิดความเห็น บน รัฐบาล ยืนยันคนไทยเดินหน้าแผนงานสร้างการเข้าถึงวัคซีนโควิด 19 สำหรับคนไทยby /
สธ.ย้ำเข้มมาตรการป้องกันในระบบขนส่งสาธารณะ หลังผ่อนคลายกลับมาให้บริการตามปกติ

 

พญ.พรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงมาตรการป้องกันโรคโควิด-19 ในบริการขนส่งสาธารณะว่า หลังจากศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ผ่อนคลายมาตรการให้ระบบขนส่งสาธารณะมีผู้โดยสารได้เต็มจำนวนความจุเมื่อวันที่ 13 ส.ค.ที่ผ่านมา

โดยจำเป็นต้องมีมาตรการป้องกันทั้ง 4 ส่วน คือ 1.อาคารสถานีโดยสารที่จะมีการคัดกรอง-ลงทะเบียน, จุดล้างมือ, ทำความสะอาดบริเวณจุดสัมผัสบ่อยๆ, เว้นระยะห่าง, ดูแลเรื่องความแออัด และมีระบบระบายอากาศที่ดี 2.ยานพาหนะต้องมีการทำความสะอาดจุดเสี่ยงสำคัญบ่อยๆ และลดปริมาณสิ่งของที่ไม่จำเป็น, เปิดประตู-หน้าต่างเพื่อระบายอากาศก่อนและหลังใช้งาน, จัดให้มีจุดล้างมือ, งดเสริ์ฟอาหาร 3.คนขับรถ/พนักงานต้องสังเกตุอาการตัวเอง หากมีอาการไข้ ไอ จาม ต้องงดปฏิบัติ, ล้างมือบ่อยๆ และสวมหน้ากากตลอดเวลา และ 4.ผู้โดยสารต้องสวมหน้ากาก,ลดคุยโทรศัพท์,เลี่ยงรับประทานอาหาร, เลี่ยงบริเวณแออัด หากมีอาการไข้ ไอ จาม เลี่ยงออกนอกบ้าน

“ไม่ว่าจะมีการผ่อนคลายมาตรการอย่างไร ขอให้ทุกคนรักษาสุขอนามัย ทั้งการสวมหน้ากาก การล้างมือบ่อยๆ และลดความแออัดก็จะช่วยให้เราเดินหน้าตามวิถีใหม่ไปได้”

พญ.พรรณพิมล กล่าว

ด้านนายสุมิตร ศรีสันติธรรม ผู้อำนวยการใหญ่สายปฏิบัติการ บมจ.ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ (BTSC) ซึ่งเป็นผู้ให้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส กล่าวว่า บริษัทฯ ดำเนินการตามมาตรการต่อเนื่องมานานกว่า 7 เดือนแล้วตั้งแต่ปลายเดือน ม.ค.63 โดยจะมีการทำความสะอาดตัวรถและสถานีก่อนให้บริการ ระหว่างวันจะมีพนักงานทำความสะอาดตัวรถ และจุดสัมผัสบ่อยเป็นประจำ ส่วนการคัดกรองนั้นในส่วนของพนักงานเองที่จะต้องดำเนินการก่อนเข้าปฏิบัติหน้าที่ สวมหน้ากากตลอดเวลา พร้อมทั้งอบรมให้ความรู้แก่พนักงานทุกคน ขณะเดียวกันก็จะมีการคัดกรองผู้มาใช้บริการ ทั้งการตรวจวัดอุณหภูมิไม่ให้เกิน 37.5 องศาเซลเซียสและการสวมหน้ากากตลอดเวลา ซึ่งที่ผ่านมาได้รับความร่วมมือจากผู้โดยสารเป็นอย่างดี ทำให้ไม่มีรายงานผู้โดยสารติดเชื้อ

สำหรับการเว้นระยะห่างได้มีการควบคุมปริมาณผู้โดยสารให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เนื่องจากปัจจุบันมีผู้โดยสารกลับมาใช้บริการราว 75% หรือราว 7 แสนคน/วัน จากปกติที่มีผู้ใช้บริการ 8.5 แสนคน/วัน โดยมีพนักงานชี้แจงให้ผู้โดยสารเข้าใจถึงความจำเป็นที่ต้องกักจำนวนไม่ให้เกิดความแออัดบนสถานี และต้องขอความร่วมมือไปยังผู้ประกอบการให้เหลื่อมเวลาทำงานจะช่วยกระจายผู้โดยสารไปยังช่วงเวลาอื่นๆ อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ได้เพิ่มความถี่ของขบวนรถเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาผู้โดยสารตกค้าง ส่วนการระบายอากาศนั้นขบวนรถจะจอดเพื่อเปิดประตูตามสถานีทุกๆ 2 นาที

“แม้จะไม่มีรายงานผู้ติดเชื้อ แต่ขอให้ผู้โดยสารเช็คอินกับแอปฯไทยชนะ เพื่อให้เกิดความสะดวกหากเกิดปัญหาจะสามารถตรวจสอบได้ง่าย เชื่อว่าหากทุกคนให้ความร่วมมือจะช่วยให้ประเทศผ่านพ้นวิกฤตไปได้”

นายสุมิตร กล่าว

สิงหาคม 27, 2020 / ปิดความเห็น บน สธ.ย้ำเข้มมาตรการป้องกันในระบบขนส่งสาธารณะ หลังผ่อนคลายกลับมาให้บริการตามปกติby /
กรมควบคุมโรค เตือนประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ที่มีฝนตกอย่างต่อเนื่อง ระวังป่วยด้วยโรคไข้ฉี่หนู แนะหลี่กเลี่ยงการเดินลุยน้ำหรือแช่น้ำเป็นเวลานาน

 

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เตือนประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ที่มีฝนตกต่อเนื่อง และบางพื้นที่มีน้ำท่วมขัง ระวังป่วยโรคไข้ฉี่หนู แนะหลีกเลี่ยงการเดินลุยน้ำหรือแช่น้ำเป็นเวลานาน หากจำเป็นควรสวมรองเท้าบู๊ททุกครั้ง หากไม่ได้สวมรองเท้าบู๊ท เมื่อลุยน้ำเสร็จต้องรีบล้างมือล้างเท้าด้วยสบู่และน้ำโดยเร็ว

วันนี้ (25 สิงหาคม 2563) นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ขณะนี้ในหลายพื้นที่ของประเทศไทยมีฝนตกอย่างต่อเนื่อง และบางพื้นที่ประสบปัญหาน้ำท่วม ประชาชนต้องทำความสะอาดบ้านเรือน หรือต้องแช่น้ำหรือลุยน้ำเป็นเวลานาน สิ่งที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ คือ โรคเลปโตสไปโรสิส หรือโรคไข้ฉี่หนู เพราะเชื้อโรคชนิดนี้จะเข้าทางบาดแผล รอยถลอก รวมถึงผิวหนังที่แช่น้ำเป็นเวลานาน

สถานการณ์โรคเลปโตสไปโรสิส ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 15 สิงหาคม 2563 พบผู้ป่วย 805 ราย เสียชีวิต 12 ราย โดยพบมากที่สุดในกลุ่มอายุ 45-54 ปี รองลงมาคืออายุ 35-44 ปี และอายุ 55-64 ปี ตามลำดับ ส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตร ร้อยละ 42.9 รับจ้าง ร้อยละ 21.5 และนักเรียน ร้อยละ 13.8

สำหรับอาการของโรคไข้ฉี่หนู จะเริ่มจากมีไข้สูงทันที ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว โดยเฉพาะที่น่องและโคนขาจะปวดมาก คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย และตาแดง เป็นต้น หากมีอาการที่กล่าวมา ขอให้รีบไปพบแพทย์โดยเร็ว อย่าซื้อยามากินเอง เพราะอาจทำให้อาการรุนแรงขึ้นได้ ที่สำคัญขอให้แจ้งประวัติการเดินลุยน้ำให้แพทย์ทราบด้วย แพทย์จะดำเนินการรักษาโดยให้ยาปฏิชีวนะเพื่อฆ่าเชื้อโรคตามอาการ และความรุนแรงของโรค ยิ่งพบแพทย์เร็ว ยิ่งมีโอกาสหายเร็ว โดยส่วนใหญ่ผู้ป่วยที่เสียชีวิตเกิดจากพบแพทย์ช้าเกินไป จึงต้องไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยทันทีที่มีอาการ

นายแพทย์สุวรรณชัย กล่าวต่อไปว่า กรมควบคุมโรค ขอแนะนำวิธีปฏิบัติเพื่อป้องกันโรคไข้ฉี่หนู ดังนี้  1.หลีกเลี่ยงการเดินลุยน้ำย่ำโคลนหรือแช่น้ำเป็นเวลานาน หากจำเป็นต้องเดินลุยน้ำหรือทำความสะอาดบ้านเรือนหลังน้ำลด ควรสวมรองเท้าบู๊ทหรือถุงพลาสติกสะอาดที่หาได้ในพื้นที่ เพื่อป้องกันไม่ให้เท้าสัมผัสน้ำโดยตรง กรณีมีบาดแผลควรปิดด้วยพลาสเตอร์กันน้ำ  2.หมั่นล้างมือด้วยน้ำและสบู่บ่อยๆ และอาบน้ำชำระร่างกายทันทีหลังจากเสร็จจากการทำงานหรือลุยน้ำ  3.หมั่นทำความสะอาดบ้านเรือนและสิ่งแวดล้อมบริเวณบ้านให้สะอาด ไม่มีหนูชุกชุม และ 4.หากมีอาการไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว ให้รีบไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด สอบถามเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422

***********************

ข้อมูลจาก : กองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค

วันที่ 25 สิงหาคม 2563

สิงหาคม 27, 2020 / ปิดความเห็น บน กรมควบคุมโรค เตือนประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ที่มีฝนตกอย่างต่อเนื่อง ระวังป่วยด้วยโรคไข้ฉี่หนู แนะหลี่กเลี่ยงการเดินลุยน้ำหรือแช่น้ำเป็นเวลานานby /
สถานการณ์โรคไข้เลือดออกจังหวัดลำปาง 27 สิงหาคม 2563

สถานการณ์โรคไข้เลือดออกจังหวัดลำปาง 27 สิงหาคม 2563

 

 

 

สิงหาคม 27, 2020 / ปิดความเห็น บน สถานการณ์โรคไข้เลือดออกจังหวัดลำปาง 27 สิงหาคม 2563by /
กรมควบคุมโรค เตือนประชาชนในช่วงหน้าฝน ระมัดระวังการป่วยด้วยโรคติดต่อนำโดยยุงลาย แนะร่วมกันกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุง

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เตือนประชาชนในช่วงหน้าฝน ป้องกันตนเองไม่ให้ถูกยุงกัด อาจเสี่ยงป่วยด้วยโรคติดต่อนำโดยยุงลาย ได้แก่ โรคไข้เลือดออก โรคติดเชื้อไวรัสซิกา และโรคไข้ปวดข้อยุงลายหรือโรคชิคุนกุนยา พร้อมแนะประชาชนร่วมกันกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลายอย่างต่อเนื่อง โดยยึดหลัก ปราบยุงลายใช้ “3 เก็บ ป้องกัน 3 โรค” เก็บบ้าน เก็บขยะ เก็บน้ำ

วันนี้ (27 สิงหาคม 2563) นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ขณะนี้ในหลายพื้นที่ของประเทศไทยมีฝนตกอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดน้ำขังในภาชนะต่างๆ ซึ่งเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลาย นั้น    กรมควบคุมโรค จึงขอเตือนประชาชนให้ช่วยกันสำรวจและทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลายทุกสัปดาห์ และระมัดระวังป้องกันตนเองไม่ให้ถูกยุงกัด เพราะอาจเสี่ยงป่วยด้วยโรคติดต่อนำโดยยุงลาย ได้แก่ โรคไข้เลือดออก โรคติดเชื้อไวรัสซิกา และโรคไข้ปวดข้อยุงลายหรือโรคชิคุนกุนยา

 

 

สำหรับโรคติดต่อนำโดยยุงลายที่พบผู้ป่วยจำนวนมาก ได้แก่ โรคไข้เลือดออก จากรายงานตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 24 สิงหาคม 2563 พบผู้ป่วยไข้เลือดออกแล้ว 47,738 ราย เสียชีวิต 32 ราย (ผู้ป่วยเฉพาะช่วงหน้าฝน เดือนมิ.ย. – 24 ส.ค. 63 รวมจำนวน 29,814 ราย หรือคิดเป็นร้อยละ 62 ของผู้ป่วยทั้งหมด) กลุ่มอายุที่พบมากที่สุด คืออายุ 15-24 ปี (ร้อยละ 26.22) อายุ 10-14 ปี (ร้อยละ 22.25) และอายุ 25-34 ปี (ร้อยละ 13.14) ส่วนจังหวัดที่มีอัตราป่วยต่อแสนประชากรมากที่สุด ได้แก่ แม่ฮ่องสอน ระยอง ชัยภูมิ นครราชสีมา และขอนแก่น ตามลำดับ ซึ่งโรคดังกล่าว เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเด็งกีที่มียุงลายเป็นพาหะนำโรค อาการของโรคจะมี 3 ระยะคือ ระยะแรก เป็นไข้สูงฉับพลัน 38-41 องศา  และสูงลอยเกิน 2 วัน ปวดเมื่อย อ่อนเพลีย คลื่นไส้อาเจียน อาจมีผื่น หน้าแดง ปวดท้อง หรือท้องเสีย มีอาการคล้ายเป็นไข้หวัด แต่มักจะไม่มีน้ำมูกและไม่ไอ ใช้เวลา 2-7 วัน แล้วเข้าสู่ระยะที่สอง โดยหากมีภาวะช็อกจะมีอาการมือเท้าเย็น  ชีพจรเต้นเร็วกระสับกระส่าย ความดันโลหิตต่ำ ปัสสาวะออกน้อย ถ้าเป็นเด็กเล็กจะสังเกตได้จากเด็กอาจซึมลง ทานอาหารได้น้อย ซึ่งส่วนใหญ่เกิดอาการในช่วงที่หมอให้กลับมารักษาตัวที่บ้าน ซึ่งถ้าหากกลับไปหาหมอช้าก็อาจจะอันตรายมากถึงกับเสียชีวิตได้ แต่หากไม่มีอาการช็อกในระยะที่สองนี้ก็ไม่จำเป็นต้องกลับไปหาหมอ คนไข้จะค่อยๆ หายเข้าสู่ระยะฟื้นตัว ชีพจรเต้นดีขึ้น กินข้าวได้ ปัสสาวะดี อุณหภูมิกลับมาเป็นปกติที่ 37 องศาก็แสดงว่าหายเป็นปกติ

นายแพทย์สุวรรณชัย กล่าวต่อไปว่า ขอให้ประชาชนและทุกภาคส่วน ร่วมกันดำเนินตามมาตรการ โดยยึดหลัก ปราบยุงลายใช้ “3 เก็บ ป้องกัน 3 โรค” ดังนี้ 1.เก็บบ้านให้สะอาด เช่น พับเก็บเสื้อผ้าใส่ในตู้หรือแขวนให้เรียบร้อย      เพื่อไม่ให้มีมุมอับทึบเป็นที่เกาะพักของยุง 2.เก็บขยะที่อยู่บริเวณรอบบ้าน เก็บภาชนะใส่อาหารหรือน้ำดื่มที่ทิ้งไว้ใส่ถุงดำ และนำไปทิ้งลงถังขยะ เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุง และ 3.เก็บน้ำ ภาชนะที่ใส่น้ำเพื่ออุปโภคบริโภค ต้องปิดฝาให้มิดชิด ล้างคว่ำภาชนะใส่น้ำ และเปลี่ยนน้ำในกระถางหรือแจกันทุกสัปดาห์ ป้องกันไม่ให้ยุงลายวางไข่ ซึ่งจะสามารถป้องกันได้ 3 โรค คือ 1.โรคไข้เลือดออก 2.โรคติดเชื้อไวรัสซิกา 3.โรคไข้ปวดข้อยุงลายหรือโรคชิคุนกุนยา

 

 

ทั้งนี้ ประชาชนไม่ควรไปหาซื้อยากินเองเมื่อมีอาการไข้หรือสงสัยว่าเป็นไข้เลือดออก เพราะการกินยาแก้ไข้ แก้ปวดกลุ่ม NSAIDs ที่ร้านยาจ่ายให้ เช่นยาไอบรูโปรเฟน บรูเฟน โดยยังไม่ได้ทำการวินิจฉัยโรค ทำให้เสี่ยงต่อการทำให้เลือดออกในอวัยวะภายในได้ง่าย และทำให้แพทย์รักษาได้ยากขึ้น เสี่ยงต่อการเสียชีวิต ฉะนั้นหากมีอาการคล้ายจะเป็นไข้เลือดออกดังข้างต้นคือ ไข้สูงฉับพลัน ไข้สูงลอยเกิน 2 วัน อ่อนเพลีย อาจมีผื่น หน้าแดง หรือคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ให้รีบไปรับการรักษาที่โรงพยาบาล เพื่อรับการวินิจฉัยโรคและรับการรักษาต่อไป สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422

 

 

สิงหาคม 27, 2020 / ปิดความเห็น บน กรมควบคุมโรค เตือนประชาชนในช่วงหน้าฝน ระมัดระวังการป่วยด้วยโรคติดต่อนำโดยยุงลาย แนะร่วมกันกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงby /
กรมการแพทย์แนะวิธีการดูแลผู้สูงอายุเมื่อเกิดอาการสำลัก

 

กรมการแพทย์แนะวิธีการดูแลผู้สูงอายุเมื่ออาการสำลัก หรือมีภาวะทางเดินหายใจอุดกั้น เพื่อประคับประคองไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่มากขึ้น ส่งผลให้ทำการรักษายาก ใช้เวลานานในการฟื้นตัว และอาจจะเสี่ยงต่อการเสียชีวิต

 

 

          นายแพทย์วีรวุฒิ อิ่มสำราญ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า เมื่ออายุมากขึ้น การทำงานของระบบการกลืนอาหาร การทำงานของช่องปาก กลไกของระบบประสาทที่ควบคุมการกลืนลดลง ระบบอวัยวะต่างๆจะเสื่อมลง อาจจะทำให้ผู้สูงอายุเสี่ยงต่อเกิดภาวะทางเดินหายใจอุดกั้น สำลัก ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินพบได้บ่อยในผู้สูงอายุ รวมถึงการมีเสมหะ เศษอาหาร หรือฟันปลอมที่ชำรุดไปอุดกั้นทางเดินหายใจ ทั้งนี้ การป้องกันการเกิดภาวะฉุกเฉินในผู้สูงอายุอาจทำได้ยาก เพราะอาการที่เกิดขึ้นสังเกตได้ยากและไม่ชัดเจน

          นายแพทย์สกานต์ บุนนาค ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้สูงอายุที่เกิดอาการสำลัก หรือมีภาวะทางเดินหายใจอุดกั้น จะมีอาการหายใจ ติดขัด มีเสียงคล้ายนกหวีดขณะหายใจ พยายามพูดแต่ไม่มีเสียง อาจหมดสติภายใน 4-5 นาที และอาจจะเสียชีวิตได้ สำหรับการดูแลเบื้องต้นผู้สูงอายุอาจไม่มีแรงในการไอเพื่อขับสิ่งที่อุดกั้นทางเดินหายใจให้ออกมา ผู้ดูแลต้องช่วยโดยการยืนด้านหลังผู้สูงอายุ ใช้มืออ้อมจากด้านหลังมากำมือประสานไว้ที่หน้าท้องผู้สูงอายุ เหนือสะดือเล็กน้อย กระแทกมือขึ้นด้านบนบริเวณกะบังลมอย่างรวดเร็ว โดยใช้แรงพอสมควร ตามจังหวะที่ผู้สูงอายุพยายามหายใจเอาสิ่งที่อุดกั้นออก และผู้ดูแลสามารถบอกได้ว่าสิ่งใดที่อุดกั้นทางเดินหายใจจะเป็นประโยชน์ในการช่วยเหลือต่อไป ทั้งนี้การป้องกันอาการสำลัก หรือภาวะทางเดินหายใจอุดกั้น สามารถทำได้โดยดูแลสุขภาพเหงือกและฟันผู้สูงอายุ หลีกเลี่ยงอาหารที่อาจทำให้สำลักง่าย ผู้สูงอายุที่มีปัญหาการกลืนควรปรึกษาแพทย์เพื่อฝึกการกลืน และรีบรักษาเมื่อมีปัญหาเรื่องไอหรือเสมหะ

 

สิงหาคม 27, 2020 / ปิดความเห็น บน กรมการแพทย์แนะวิธีการดูแลผู้สูงอายุเมื่อเกิดอาการสำลักby /
สถานการณ์ โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) 27 สิงหาคม 2563

สถานการณ์ โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ทั่วโลก 🌏
วันพฤหัสบดีที่ 27 สิงหาคม 2563 เวลา 10.00 น. 🕙
ยอดผู้ติดเชื้อรวม 24,332,107 ราย 😷
อาการรุนแรง 61,566 ราย 😖
รักษาหายแล้ว 16,872,582 ราย 🙂
เสียชีวิต 829,665 ราย 😭

🔝 อันดับประเทศที่มีผู้ติดเชื้อสูงสุด
1. สหรัฐอเมริกา 🇺🇸 จำนวน 6,000,365 ราย
2. บราซิล 🇧🇷 จำนวน 3,722,004 ราย
3. อินเดีย 🇮🇳 จำนวน 3,307,749 ราย
4. รัสเซีย 🇷🇺 จำนวน 970,865 ราย
5. แอฟริกาใต้ 🇿🇦 จำนวน 615,701 ราย

 


ประเทศไทย 🇹🇭 อยู่ในอันดับที่ 120 จำนวน 3,404 ราย

🤧 ผู้ป่วยรายใหม่ 1 ราย
🤒 ผู้ป่วยยืนยันสะสม 3,404 ราย
😷 หายป่วยแล้ว 3,236 ราย
👻 เสียชีวิตสะสม 58 ราย

 

สิงหาคม 27, 2020 / ปิดความเห็น บน สถานการณ์ โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) 27 สิงหาคม 2563by /